ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในไต้หวันการที่ลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยนั้นมิใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ ค่าชดเชยตามกฎหมายไต้หวันเป็นคนละเรื่องกับเงินที่มีชื่อเรียกคล้ายคลึงกันในกฎหมายของประเทศอื่น และโดยหลักแล้วจะเกิดขึ้นต่อเมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างลูกจ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ลูกจ้างลาออกโดยสมัครใจ (自請離職)
ลูกจ้างย่อมไม่ได้รับค่าชดเชย (มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน)
ซึ่งในข้อนี้แตกต่างจากกฎหมายเกาหลี
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกรณีอันเป็นข้อยกเว้น อยู่
ในสถานการณ์พิเศษดังต่อไปนี้ แม้ลูกจ้างจะลาออกโดยสมัครใจ นายจ้างก็ยังคงมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง (มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน ซึ่งให้นำมาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (勞動基準法)):
- กรณีนายจ้างแสดงเจตนาอันเป็นเท็จ (虛偽意思表示) ในขณะทำสัญญาจ้างแรงงาน (勞動契約) เป็นเหตุให้ลูกจ้างหลงเชื่อจนอาจได้รับความเสียหาย
(ตัวอย่างเช่น กรณีนายจ้างแจ้งแก่ลูกจ้างว่าเมื่อเข้าทำงานแล้วจะส่งไปประจำที่สาขาต่างประเทศซึ่งความจริงไม่มีอยู่จริง)
-
กรณีนายจ้าง บุคคลในครอบครัวของนายจ้าง หรือผู้แทนของนายจ้าง (代理人) กระทำการประทุษร้ายต่อลูกจ้าง หรือดูหมิ่นลูกจ้างอย่างร้ายแรง (重大侮辱)
-
กรณีงานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง และเมื่อได้แจ้งให้นายจ้างแก้ไขปรับปรุงแล้วแต่ไม่เป็นผล
-
กรณีนายจ้าง ผู้แทนของนายจ้าง หรือลูกจ้างคนอื่น เป็นโรคติดต่อตามที่กฎหมายกำหนด (法定傳染病) ซึ่งอาจแพร่เชื้อไปยังลูกจ้างที่ทำงานร่วมกัน และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของลูกจ้าง
-
กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง (工資) ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือไม่จัดหางานให้เพียงพอแก่ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามจำนวนชิ้นงาน (按件計酬)
-
กรณีนายจ้างฝ่าฝืนสัญญาจ้างแรงงานหรือกฎหมายแรงงาน จนอาจเป็นเหตุให้สิทธิและประโยชน์ของลูกจ้างเสียหาย
ตัวอย่างที่พบบ่อยที่สุดคือกรณีที่นายจ้าง
ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลา
ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา (加班費)
หรือไม่ได้จัดให้ลูกจ้างเข้าประกันแรงงาน (勞保) หรือประกันสุขภาพ (健保)
ในกรณีเช่นนี้ แม้ลูกจ้างจะเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงาน นายจ้างก็ยังคงมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง
อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานกำหนดว่า
หากลูกจ้างประสงค์จะบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานตามข้อ 1 หรือข้อ 6 ข้างต้น (เช่น ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานเพราะนายจ้างไม่ได้จัดให้เข้าประกัน)
ลูกจ้างต้องบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงกรณีดังกล่าว
หรือในกรณีตามข้อ 6 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงผลแห่งความเสียหายนั้น
ลูกจ้างจึงต้องกำหนดจังหวะเวลาให้ดี
กล่าวคือ
กฎหมายไต้หวันนั้น ไม่ว่าความผิดจะอยู่ที่ฝ่ายบริษัท
หรือความผิดจะอยู่ที่ฝ่ายลูกจ้าง
ต่างก็ให้สิทธิแก่ทั้งสองฝ่ายในการไม่จ่ายค่าชดเชยหรือในการเรียกร้องค่าชดเชย
บางครั้งเมื่อทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างต่างมีความผิด
หากเกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างสองฝ่าย
ย่อมขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุอันเพียงพอได้ก่อน
ฝ่ายนั้นจึงจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย หรือมีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยได้
ด้วยเหตุนี้ ในข้อพิพาทแรงงาน (勞資糾紛) ของไต้หวัน
''เวลา'' จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
โดยส่วนใหญ่แล้ว ฝ่ายที่เตรียมการไว้ล่วงหน้าย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิของตน
อ่านเพิ่มเติม:

