ถาม-ตอบเรื่องกระบวนการหย่าในไต้หวัน: การไกล่เกลี่ย การฟ้องคดี การแบ่งทรัพย์สิน และบุตร
← Back to columnsLegal Information

ถาม-ตอบเรื่องกระบวนการหย่าในไต้หวัน: การไกล่เกลี่ย การฟ้องคดี การแบ่งทรัพย์สิน และบุตร

Attorney Wei Tsengอ่าน 18 นาที

ในคดีหย่าของไต้หวัน นอกจากวิธีการยุติความสัมพันธ์ในการสมรสแล้ว ยังต้องแยกแยะเรื่องการจัดการทะเบียนราษฎร (戶籍) ผลบังคับในต่างประเทศ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ค่าสินไหมทดแทน ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า ตลอดจนคำวินิจฉัยเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์ (未成年子女) และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ออกจากกัน แม้ข้อเท็จจริงเดียวกันอาจใช้เป็นข้อมูลของหลายคำขอได้ แต่องค์ประกอบและผลทางกฎหมายของแต่ละสิทธิ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ และระยะเวลา ย่อมไม่เหมือนกัน

โดยเฉพาะครอบครัวที่เชื่อมโยงกับสองประเทศหรือสองเขตแดนขึ้นไป เช่น ไทยกับไต้หวัน ย่อมไม่อาจกำหนดกระบวนการได้โดยดูเพียงสัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสถานที่จดทะเบียนสมรส ควรตรวจสอบก่อนว่าศูนย์กลางการดำรงชีวิตในปัจจุบันอยู่ที่ใด สถานะของคำพิพากษาและการจดทะเบียนที่มีอยู่เดิมเป็นอย่างไร เอกสารทำขึ้นที่ใด บุตรอาศัยอยู่ที่ใด และทรัพย์สินตั้งอยู่ที่ใด จึงจะลดกระบวนการซ้ำซ้อนและช่องว่างในการบังคับคดีลงได้

1. เส้นทางการหย่าสามประการในไต้หวัน และข้อที่ต้องตรวจสอบเป็นอันดับแรกในคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ

ภายใต้กฎหมายไต้หวัน เส้นทางการหย่าแบ่งได้เป็นสามประการ ประการแรก คือการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ซึ่งคู่กรณีต้องมีองค์ประกอบครบทั้งการทำเป็นหนังสือ การมีพยาน และการจดทะเบียนต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎร ประการที่สอง คือการหย่าโดยการไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมในศาล (調解或和解離婚) ซึ่งคู่กรณีตกลงกันได้ในศาล และความสัมพันธ์ในการสมรสสิ้นสุดลงตามบันทึกการไกล่เกลี่ย (調解筆錄) หรือบันทึกการประนีประนอมยอมความ (和解筆錄) ประการที่สาม คือการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล (裁判離婚) ซึ่งต้องกล่าวอ้างและพิสูจน์เหตุแห่งการหย่าตามที่กฎหมายกำหนด เพียงข้อเท็จจริงที่ว่ามีการตกลงกันแล้ว ย่อมไม่ทำให้องค์ประกอบและผลทางกฎหมายของทั้งสามเส้นทางสับเปลี่ยนกันได้

หากมีองค์ประกอบระหว่างประเทศ ต้องแยกคำถามห้าข้อดังต่อไปนี้ออกจากกัน ศาลหรือหน่วยงานทางปกครองของไต้หวันมีเขตอำนาจหรืออำนาจดำเนินการหรือไม่ กฎหมายของที่ใดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ (準據法) แก่เรื่องการหย่า ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และบุตร การหย่าหรือคำพิพากษาของต่างประเทศได้รับการรับรองในไต้หวันหรือมีผลบังคับอย่างไร การจดทะเบียนในทะเบียนราษฎรของไต้หวันต้องใช้กระบวนการและเอกสารที่ผ่านการรับรองอย่างใด และในประเทศหรือเขตแดนอื่นที่เกี่ยวข้องต้องมีการแจ้ง การรับรอง หรือการบังคับคดีต่างหากหรือไม่ ทั้งนี้ให้ตรวจสอบแต่ละข้อแยกจากกัน

สัญชาติของคู่กรณี การเป็นคนต่างด้าวหรือไม่ หรือสถานที่ทำการสมรสเพียงข้อเดียว ย่อมไม่อาจกำหนดปัญหาทั้งห้าข้อข้างต้นได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การที่จะดำเนินกระบวนการในไต้หวันได้หรือไม่ กับการที่คำพิพากษาของต่างประเทศจะมีผลในไต้หวันหรือไม่ เป็นคนละคำถามกัน และการที่ทะเบียนราษฎรของไต้หวันได้รับการแก้ไขแล้ว ก็มิได้ทำให้การจดทะเบียนความสัมพันธ์ทางครอบครัวในอีกประเทศหนึ่งเสร็จสิ้นไปด้วยโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ ก่อนเลือกวิธีการหย่า จึงควรจัดระเบียบสถานะการสมรสและทะเบียนราษฎรในปัจจุบัน ตลอดจนผลทางกฎหมายที่ประสงค์จะให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเสียก่อน

2. องค์ประกอบของการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย และการจดทะเบียนต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎร

การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 1050 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งของไต้หวัน จะมีผลก็ต่อเมื่อได้ตกลงกันเป็นหนังสือ มีพยานตั้งแต่สองคนขึ้นไปลงลายมือชื่อภายหลังจากได้ยืนยันว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีเจตนาหย่าอันแท้จริง และได้จดทะเบียนหย่าต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎรแล้ว เพียงหนังสือข้อตกลงที่ลงลายมือชื่อแล้วย่อมไม่ทำให้การหย่าสมบูรณ์ และหากมีองค์ประกอบระหว่างประเทศ ยังต้องตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองเอกสารและคำแปล ตลอดจนการแจ้งในประเทศหรือเขตแดนอื่นเป็นการต่างหากด้วย

การทำเป็นหนังสือ การลงลายมือชื่อของพยานตั้งแต่สองคนขึ้นไป และการจดทะเบียนหย่าต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎร ต่างเป็นองค์ประกอบที่เป็นอิสระจากกัน พยานมิใช่เพียงผู้ที่มาเติมชื่อลงในเอกสารที่ทำขึ้นเสร็จแล้ว หากแต่ต้องลงลายมือชื่อภายหลังจากได้รับรู้และยืนยันแล้วว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีเจตนาหย่าอันแท้จริง ดังนั้น หนังสือข้อตกลงส่วนตัวที่มีเพียงลายมือชื่อของคู่กรณี แม้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานแห่งข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือบุตรได้ ก็ยังไม่ก่อให้เกิดผลทางสถานะบุคคลของการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายตามกฎหมายไต้หวันโดยลำพัง

เอกสารที่ต้องเตรียมจริง เช่น ผู้ยื่นคำขอ การมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้หรือไม่ หลักฐานแสดงตนและข้อมูลทะเบียนราษฎร ตลอดจนหนังสือหย่า ให้จัดเตรียมตามคำชี้แจงเรื่องการจดทะเบียนหย่าของกรมทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย (內政部戶政司) ณ ขณะยื่นคำขอ และตามการยืนยันของสำนักงานทะเบียนราษฎร (戶政事務所) ที่รับผิดชอบ เอกสารที่ทำขึ้นในต่างประเทศอาจต้องผ่านการรับรองโดยสำนักงานตัวแทนไต้หวันในต่างประเทศ (駐外館處) หรือหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของเอกสารและสถานที่ที่ทำเอกสาร และหากคำชี้แจงอย่างเป็นทางการกำหนดไว้ ก็ต้องยื่นคำแปลภาษาจีน (中文譯本) ที่ผ่านการรับรองความถูกต้องของเอกสาร (認證) หรือการรับรองโดยโนตารี (公證) มาพร้อมกันด้วย รายการเอกสารชุดเดียวที่ตายตัวย่อมมิอาจนำไปใช้กับคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศทุกคดีได้

ในกรณีที่คำพิพากษาหย่าของศาลไต้หวันถึงที่สุด หรือการไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอมในศาลเกิดขึ้นจนความสัมพันธ์ในการสมรสสิ้นสุดลง โดยหลักแล้วคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมยื่นขอจดทะเบียนหย่าต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎรได้ ระยะเวลายื่นคำขอจดทะเบียนราษฎรโดยทั่วไปตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร (戶籍法) คือ 30 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาหย่าของไต้หวันถึงที่สุด หรือวันที่การไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอมในศาลเกิดขึ้น วันที่มีการส่งหรือได้รับคำพิพากษาหรือบันทึกดังกล่าว มิใช่จุดเริ่มนับที่ใช้ร่วมกันในทุกคดี คำขอที่ยื่นภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา สำนักงานทะเบียนราษฎรก็ยังต้องรับไว้ดำเนินการ และหากได้แจ้งเป็นหนังสือแล้วยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอ หน่วยงานทะเบียนราษฎรย่อมจดทะเบียนผลของศาลที่มีองค์ประกอบครบถ้วนนั้นโดยอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 48-2 แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร ข้อเท็จจริงที่ว่าพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำขอแล้ว ย่อมไม่ทำให้การหย่าที่มีผลไปแล้วกลับคืนสู่สภาพเดิม การยื่นคำขอทางออนไลน์ใช้ได้เฉพาะภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำขอตามกฎหมายเท่านั้น แต่ก็ต้องไม่อธิบายว่า 30 วันดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาเฉพาะสำหรับการยื่นคำขอทางออนไลน์

3. การไกล่เกลี่ยและการดำเนินคดีในศาล การมาศาล และกระบวนการโต้แย้งคัดค้าน

มิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ศาลไต้หวันอาจมีคำสั่งให้คู่กรณีหรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายมาศาลด้วยตนเองได้ตามสภาพของคดีครอบครัว และหากไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมอาจมีปัญหาเรื่องค่าปรับทางปกครอง (罰鍰) ครั้งแรกไม่เกิน 30,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (新臺幣, TWD) ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคดีครอบครัว (家事事件法) ประกอบมาตรา 303 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (民事訴訟法) ที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม อย่างไรก็ดี การที่จะต้องไกล่เกลี่ยร่วมกันในสถานที่เดียวกันหรือไม่ และการแยกสถานที่ มาตรการด้านความปลอดภัย การให้ผู้แทนดำเนินการ หรือมาตรการอื่นในทางกระบวนพิจารณาจะกระทำได้หรือไม่ ยังต้องตรวจสอบตามศาลและตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี

คดีครอบครัวตามที่พระราชบัญญัติคดีครอบครัวกำหนดไว้ โดยหลักต้องผ่านการไกล่เกลี่ยของศาลก่อนการพิจารณาพิพากษา แม้คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลโดยตรง กฎหมายก็อาจถือว่าเป็นคำร้องขอไกล่เกลี่ยได้ แต่เนื่องจากมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับวิธีการส่งหมายและเอกสารหรือสภาพของคดี ตลอดจนบทบัญญัติเรื่องการเปลี่ยนกระบวนพิจารณา จึงไม่อาจอธิบายได้ว่าทุกคดีดำเนินไปตามลำดับเดียวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในการไกล่เกลี่ย นอกจากเจตนาหย่าแล้ว ยังอาจจัดการประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ทรัพย์สิน บุตร และวิธีการชำระเงิน ไปพร้อมกันได้ แต่ข้อตกลงที่เป็นผลร้ายแก่บุตรผู้เยาว์ย่อมไม่อาจรับรองให้เป็นที่ยุติได้

มาตรการลงโทษตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคดีครอบครัว จะมีปัญหาก็เฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้คู่กรณีหรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายมาศาลด้วยตนเองเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมนำมาตรา 303 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และอาจถูกลงโทษปรับทางปกครองครั้งแรกไม่เกิน TWD 30,000 แต่จะอาศัยการนำบทบัญญัตินี้มาใช้บังคับโดยอนุโลมเพื่อจับกุมตัวมาศาล (拘提) หาได้ไม่ ต่อมาหากศาลได้แจ้งโดยชอบอีกครั้งแล้ว ผู้นั้นยังไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็อาจถูกลงโทษต่อเนื่องได้ ในทางกลับกัน ก็ไม่อาจรับรองไว้ล่วงหน้าได้ว่าการแยกสถานที่ การใช้ระบบภาพและเสียงทางไกล การให้เฉพาะผู้แทนมาศาล หรือมาตรการด้านความปลอดภัย จะได้รับอนุญาตในคดีใดคดีหนึ่ง จึงควรแถลงพฤติการณ์ต่อศาลและตรวจสอบคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณา

เมื่อการไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอมเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ในการสมรสย่อมสิ้นสุดลงตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด และเกิดผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุด หากการไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล การพิจารณาพิพากษาอาจดำเนินต่อไปตามกระบวนพิจารณาที่ใช้บังคับ ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษานั้น สาระสำคัญอยู่ที่การที่คำพิพากษาถึงที่สุด ระยะเวลาของคดีย่อมแตกต่างกันไปตามการส่งหมายและเอกสาร จำนวนครั้งของการไกล่เกลี่ย ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่โต้แย้งกัน การตรวจพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญหรือการสอบสวน ประเด็นเรื่องบุตร การส่งเอกสารระหว่างประเทศ และชั้นศาล จึงไม่อาจระบุเวลาแล้วเสร็จที่ตายตัวได้

การโต้แย้งคัดค้านก็มิอาจกำหนดได้โดยดูเพียงชื่อของเอกสาร เส้นทางและกำหนดระยะเวลาย่อมแตกต่างกันไปว่าเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษา (上訴) การอุทธรณ์คำสั่ง (抗告) หรือเป็นกระบวนการต่างหากที่โต้แย้งการเกิดขึ้นหรือผลของการไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอม ต้องตรวจสอบวันที่ส่งหมายและเอกสาร ความถึงที่สุด และสถานะในทางกระบวนพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงคำนวณกำหนดระยะเวลาของประเภทนั้น และต้องไม่นำระยะเวลาที่ได้ยินมาจากคดีหนึ่งไปใช้กับการพิจารณาพิพากษาหรือกระบวนการจดทะเบียนอื่น

4. เหตุแห่งการหย่าโดยคำพิพากษา และข้อจำกัดของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นต้นเหตุ

ข้อความที่เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 1052 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุสำคัญอันทำให้การสมรสแตกร้าวเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยหลักแล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่จะขอหย่าได้ อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไต้หวัน (憲法法庭) ที่ 4 ปี 112 (112年憲判字第4號) เห็นว่า การตัดโอกาสในการหย่าของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นต้นเหตุ (有責配偶) โดยสิ้นเชิง โดยมิได้คำนึงว่าเหตุสำคัญนั้นได้เกิดขึ้นหรือดำเนินต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วหรือไม่ จนเป็นผลให้เกิดความยากลำบากเกินสมควรอย่างชัดแจ้งแก่คู่กรณีในคดีเฉพาะราย ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญภายในขอบเขตดังกล่าว เนื่องจากตัวบทยังคงอยู่ จึงต้องไม่ด่วนสรุปว่าทำได้เสมอหรือทำไม่ได้เสมอ หากแต่ต้องดูว่าศาลนำความมุ่งหมายของคำวินิจฉัยและข้อเท็จจริงเฉพาะรายมาปรับใช้อย่างไร

มาตรา 1052 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ได้ระบุเหตุไว้สิบประการ โดยให้ขอหย่าโดยคำพิพากษาได้เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีเหตุดังต่อไปนี้

  1. การสมรสซ้อน (重婚)
  2. การร่วมประเวณีโดยความยินยอม (合意性交) กับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสของตน
  3. การกระทำทารุณ (虐待) ต่ออีกฝ่ายหนึ่งจนถึงขนาดที่ไม่อาจทนอยู่ร่วมกันได้
  4. การที่ฝ่ายหนึ่งกระทำทารุณต่อญาติสายตรง (直系親屬) ของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือญาติสายตรงของฝ่ายหนึ่งกระทำทารุณต่ออีกฝ่ายหนึ่ง จนไม่อาจดำรงชีวิตร่วมกันได้
  5. การทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งโดยเจตนา (惡意遺棄) และยังคงอยู่ในสภาพเช่นนั้นต่อเนื่อง
  6. การมีเจตนาฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง
  7. การมีโรคร้ายแรงที่ไม่อาจรักษาให้หายได้
  8. การมีโรคจิตร้ายแรงที่ไม่อาจรักษาให้หายได้
  9. การไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตายเกินกว่า 3 ปี
  10. การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกมีกำหนด (有期徒刑) เกินกว่า 6 เดือน เพราะการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนา

วรรคสองกำหนดให้เหตุสำคัญอื่นนอกจากเหตุสิบประการข้างต้น อันทำให้ยากที่จะดำรงการสมรสไว้ได้ เป็นเหตุทั่วไปอีกเหตุหนึ่งต่างหาก ดังนั้น คดีที่กล่าวอ้างเหตุเฉพาะตามวรรคหนึ่ง กับคดีที่กล่าวอ้างความยากที่จะดำรงการสมรสตามวรรคสอง จึงต้องแยกโครงสร้างทางกฎหมายและสิ่งที่ต้องพิสูจน์ออกจากกัน แม้ระยะเวลาสำหรับการตรากฎหมายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับข้อความที่เป็นข้อยกเว้นของวรรคสองจะล่วงพ้นไปแล้ว แต่ ณ วันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ถ้อยคำของข้อความที่เป็นข้อยกเว้นนั้นเองก็ยังมิได้ถูกยกเลิกไป และศาลยังคงต้องนำความมุ่งหมายของคำวินิจฉัยที่ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาปรับใช้ในคดีเฉพาะราย

แม้ในกรณีที่ติดต่อคู่สมรสไม่ได้หรือคู่สมรสออกจากบ้านไป ก็ต้องไม่นำเหตุต่าง ๆ มาปะปนกัน เหตุตามวรรคหนึ่งที่ว่าไม่ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตายเกินกว่า 3 ปี เหตุตามวรรคหนึ่งที่ว่าการทิ้งร้างโดยเจตนายังคงดำเนินต่อเนื่อง และเหตุตามวรรคสองที่ว่ามีเหตุสำคัญอื่นอันทำให้ยากที่จะดำรงการสมรสไว้ได้ ล้วนแตกต่างกัน การแจ้งความคนหายต่อเจ้าพนักงานตำรวจอาจเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถิ่นที่อยู่และความเป็นมาได้ แต่มิใช่เงื่อนไขเบื้องต้นตามกฎหมายของคำขอหย่าทุกกรณี ทั้งไม่มีองค์ประกอบทั่วไปที่ว่าต้องฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามหน้าที่อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา (同居義務) เสียก่อน จึงจะกล่าวอ้างการทิ้งร้างโดยเจตนาหรือเหตุสำคัญอื่นได้ อนึ่ง ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าออกจากบ้านไปหลายเดือน ย่อมไม่ทำให้เหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้น หากแต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะราย เช่น สาเหตุของการออกจากบ้าน การมีเหตุอันสมควรที่จะแยกกันอยู่ การติดต่อและการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ตลอดจนความต่อเนื่องของสภาพดังกล่าว

การร่วมประเวณีโดยความยินยอมกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสจะเข้าเหตุตามวรรคหนึ่งหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง องค์ประกอบตามกฎหมาย และระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะมีอยู่ ก็มิได้ทำให้ข้อสรุปเรื่องการหย่าโดยคำพิพากษา ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 1056 การแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือ ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าตามมาตรา 1057 หรือการใช้และการรับภาระสิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถูกกำหนดไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ละประเด็นย่อมต้องวินิจฉัยตามองค์ประกอบของตนเอง และตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประโยชน์สูงสุดของบุตร

5. การสมรสในต่างประเทศ การหย่าในต่างประเทศ และทะเบียนราษฎรของไต้หวัน

สำหรับคดีที่มีการสมรสหรือการหย่าเกิดขึ้นในต่างประเทศ ย่อมไม่อาจถือว่ามีทางเลือกเพียงการจดทะเบียนสมรสในไต้หวันเสียก่อน หรือการฟ้องหย่าในไต้หวันเท่านั้น หากมีนิติกรรมเกี่ยวกับสถานะบุคคลหรือคำพิพากษาที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ต้องตรวจสอบผลและความเป็นไปได้ที่สิ่งนั้นจะได้รับการรับรองเสียก่อน และหากยังมิได้เริ่มกระบวนการใด ก็ต้องเปรียบเทียบเขตอำนาจ กฎหมายที่ใช้บังคับ ตลอดจนผลของการจดทะเบียนและการบังคับคดีที่คาดหมายได้

ในการตรวจสอบคดี ให้ตรวจสอบสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย ภูมิลำเนาและถิ่นที่อยู่ประจำ (經常居所) สถานที่และวิธีการที่ทำการสมรสหรือการหย่า ทะเบียนราษฎรของไต้หวันในปัจจุบันและบันทึกความสัมพันธ์ทางครอบครัวในต่างประเทศ ตลอดจนการมีอยู่ของคำพิพากษาต่างประเทศ บันทึกการไกล่เกลี่ย หรือหนังสือรับรองการหย่าที่มีอยู่เดิม หากเป็นคำพิพากษาของต่างประเทศ ยังต้องพิจารณาความเป็นธรรมในทางกระบวนพิจารณาด้วย เช่น อีกฝ่ายหนึ่งได้รับการส่งหมายและเอกสารโดยชอบและมีโอกาสต่อสู้คดีหรือไม่ ประการสุดท้าย ต้องระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์จะให้เกิดผลใดในไต้หวัน ระหว่างการสิ้นสุดความสัมพันธ์ในการสมรส การเปลี่ยนแปลงทะเบียนราษฎร การวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สิน หรือการบังคับคดี

ลำพังคำอธิบายที่ว่าการหย่าได้เกิดขึ้นแล้วตามกฎหมายท้องถิ่นของต่างประเทศ หรือหนังสือรับรองการหย่าของต่างประเทศเพียงฉบับเดียว ย่อมไม่ทำให้กระบวนการทั้งหมดในไต้หวันเสร็จสิ้นลง ในทางกลับกัน ก็มิใช่ว่าการหย่าในต่างประเทศทุกกรณีจะต้องใช้คดีขอให้รับรองแบบเดียวกันหรือเอกสารชุดเดียวกัน การรับรองหรือการวินิจฉัยเรื่องผลบังคับ และการจดทะเบียนราษฎรที่ไต้หวันกำหนดไว้ อาจแตกต่างกันไปตามว่าเป็นคำพิพากษาหรือหนังสือรับรองทางปกครอง ตามประเทศที่ทำเอกสารและรูปแบบของเอกสาร ตลอดจนตามสถานะทางทะเบียนราษฎรของคู่กรณี

เอกสารของต่างประเทศอาจต้องผ่านการรับรองโดยสำนักงานตัวแทนไต้หวันในต่างประเทศหรือหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ และตามคำชี้แจงอย่างเป็นทางการของเอกสารแต่ละประเภท อาจต้องมีคำแปลภาษาจีนที่ผ่านการรับรองความถูกต้องของเอกสารหรือการรับรองโดยโนตารีด้วย เอกสารที่ทำขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่ กับเอกสารที่ทำขึ้นในฮ่องกงและมาเก๊า อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การตรวจสอบที่แยกต่างหากจากเอกสารต่างประเทศทั่วไป จึงต้องระบุเขตแดนที่ทำเอกสารให้ถูกต้อง ก่อนยื่นเอกสาร ควรตรวจสอบข้อกำหนดเรื่องต้นฉบับ การรับรอง คำแปล และการยื่นคำขอโดยผู้แทน กับคำชี้แจงล่าสุดของกรมทะเบียนราษฎรและหน่วยงานที่รับผิดชอบ

6. ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย เงินทุนก่อนสมรส และการแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือ

มิได้เป็นเช่นนั้น ชื่อผู้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ซื้อ แม้เป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่คำขอเฉพาะเรื่อง เช่น กรรมสิทธิ์ การให้โดยเสน่หา (贈與) การจดทะเบียนในชื่อผู้อื่น (借名登記) การกู้ยืม และลาภมิควรได้ (不當得利) กับการแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือ (剩餘財產差額分配) ตามมาตรา 1030-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง เป็นคนละปัญหากัน ต้องแยกพิจารณาข้อตกลงที่แท้จริง มูลเหตุและเวลาที่ได้มา การเคลื่อนไหวของเงินทุน หนี้สิน การได้มาโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าได้ชำระราคาบางส่วนด้วยเงินทุนก่อนสมรส หรือได้จดทะเบียนไว้ในชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ทำให้ข้อสรุปทั้งหมดถูกกำหนดไป

ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยควรแยกพิจารณาเป็นสามชั้น ชั้นแรก พิจารณาว่าผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นตามการจดทะเบียนและมูลเหตุแห่งการได้มา ชั้นต่อมา พิจารณาว่าการให้โดยเสน่หา การจดทะเบียนในชื่อผู้อื่น การกู้ยืม ทรัสต์ (信託) ลาภมิควรได้ การชดใช้ค่าใช้จ่าย หรือคำขอตามสัญญาอื่น เกิดขึ้นหรือไม่ ตามข้อตกลงที่แท้จริงและลักษณะของการให้เงินทุน ชั้นสุดท้าย พิจารณาแยกต่างหากว่าทรัพย์สินหรือมูลค่าของทรัพย์สินนั้น และหนี้สินที่เกี่ยวข้อง จะเข้าสู่การคำนวณการแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือเมื่อระบบทรัพย์สินตามกฎหมาย (法定財產制) สิ้นสุดลงหรือไม่ ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าได้ชำระเงินดาวน์หรือเงินผ่อนชำระสินเชื่อด้วยเงินออมก่อนสมรส ย่อมไม่ทำให้ชื่อผู้จดทะเบียนโอนไป และลำพังการจดทะเบียนในชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ทำให้ปัญหาเรื่องสัญญา สิทธิในผลประโยชน์ การชดใช้คืน และทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาทั้งหมดยุติลง

มาตรา 1017 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง วางหลักเกณฑ์แยกทรัพย์สินก่อนสมรส (婚前財產) ออกจากทรัพย์สินระหว่างสมรส (婚後財產) และให้สันนิษฐานว่าทรัพย์สินที่พิสูจน์ได้ยากว่าได้มาเมื่อใด เป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส บทบัญญัตินี้เป็นจุดตั้งต้นของการจำแนกประเภทและการพิสูจน์เพื่อการคำนวณตามระบบทรัพย์สิน มิใช่ทางลัดที่จะกำหนดตัวเจ้าของโดยไม่คำนึงถึงการจดทะเบียน หรือทำให้คำขอเฉพาะเรื่องของอีกฝ่ายหนึ่งหมดไป ต้องนำหลักฐานการโอนเงิน สัญญาซื้อขาย สัญญาสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ข้อความที่ติดต่อกันระหว่างคู่กรณี ข้อมูลทางภาษี ข้อมูลการจดทะเบียน ตลอดจนมูลเหตุและเวลาที่ได้มา มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จึงจะปรากฏความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่แท้จริง

มาตรา 1030-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง เป็นระบบที่คำนวณทรัพย์สินสุทธิระหว่างสมรสของคู่สมรสแต่ละฝ่ายซึ่งมีองค์ประกอบครบถ้วน ในเวลาที่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง แล้วแบ่งส่วนต่างนั้นโดยหลักให้เท่ากัน มิใช่ระบบที่เปลี่ยนทรัพย์สินเฉพาะสิ่งที่ได้มาระหว่างสมรสทั้งหมดให้เป็นกรรมสิทธิ์รวม หรือแบ่งครึ่งเป็นรายสิ่งของ ทรัพย์สินที่ได้มาโดยการรับมรดกหรือโดยไม่มีค่าตอบแทนประการอื่น รวมทั้งค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน (慰撫金) ย่อมถูกกันออกจากการคำนวณตามที่กฎหมายกำหนด และต้องพิจารณาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น หนี้สินและการจำหน่ายจ่ายโอนก่อนระบบทรัพย์สินสิ้นสุดลง หากผลของการแบ่งส่วนต่างให้เท่ากันไม่เป็นธรรมอย่างชัดแจ้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมปรับหรืองดจำนวนที่จะแบ่งได้

การร่วมประเวณีกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรส หรือความรับผิดชอบต่อความแตกร้าวของการสมรส (婚姻破綻) เอง ย่อมไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือถูกตัดออกหรือลดลงโดยปริยาย อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเฉพาะรายที่เข้าองค์ประกอบของปัจจัยในการปรับตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การปกปิดหรือจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สิน การมีส่วนร่วมในงานบ้านและการดูแลบุตร ตลอดจนพฤติการณ์โดยรวมของการใช้ชีวิตร่วมกันและการได้มาซึ่งทรัพย์สิน ยังอาจกล่าวอ้างและพิสูจน์ได้ต่างหาก อนึ่ง ต้องไม่ด่วนสรุปว่าวิธีการคำนวณตามมาตรา 1030-1 แตกต่างออกไป เพียงเพราะเหตุที่มีสัญชาติต่างกัน

สิทธิเรียกร้องนี้ย่อมระงับสิ้นไป หากมิได้ใช้ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือ และไม่ว่ากรณีใดต้องภายใน 5 ปีนับแต่เวลาที่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง ระยะเวลาทั้งสองนี้ต้องเชื่อมโยงกับคำขอตามมาตรา 1030-1 เท่านั้น และต้องไม่นำไปใช้เป็นระยะเวลาของกรรมสิทธิ์ เงินกู้ยืม ค่าสินไหมทดแทน ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ส่วนจุดเริ่มนับที่แท้จริงและเวลาที่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง ต้องตรวจสอบเป็นรายคดีจากข้อมูลที่มีอยู่

7. ค่าสินไหมทดแทนจากการหย่า ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า การอยู่กินโดยมิได้สมรส และบุคคลภายนอก

มิใช่สิทธิอย่างเดียวกัน สิทธิเรียกร้องให้แบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือตามมาตรา 1030-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ค่าสินไหมทดแทนจากการหย่าโดยคำพิพากษาตามมาตรา 1056 ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า (贍養費) แก่คู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีความผิดตามมาตรา 1057 และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร (扶養費) ของบุตรผู้เยาว์ ล้วนมีองค์ประกอบแห่งการเกิดสิทธิ วิธีคำนวณ และระยะเวลาที่แตกต่างกัน แม้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือจะมีระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีส่วนต่าง และ 5 ปีนับแต่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง แต่ก็ต้องไม่นำระยะเวลาดังกล่าวไปใช้กับคำขออื่นโดยตรง

ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 1056 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง เป็นสิทธิที่ต้องแยกพิจารณาระหว่างความเสียหายทางทรัพย์สิน กับความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินซึ่งมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด (ข้อยกเว้นในวรรคสอง: ผู้เรียกร้องต้องไม่มีส่วนผิด) โดยเรียกเอาจากอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องรับผิดในการหย่าโดยคำพิพากษา ต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนการกระทำอันต้องรับผิด ความเสียหาย ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล ตลอดจนองค์ประกอบเฉพาะของคำขอในส่วนที่มิใช่ตัวเงิน ลำพังการมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความแตกร้าวของการสมรส ย่อมไม่ทำให้จำนวนเงินถูกกำหนดไว้แน่นอน หรือทำให้คำขอเกี่ยวกับทรัพย์สินอื่นเกิดขึ้นแทนที่

ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าตามมาตรา 1057 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง มีข้อสมมุติฐานว่าคู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีความผิดตกอยู่ในความยากลำบากในการดำรงชีพเพราะการหย่าโดยคำพิพากษา ต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายหรือการหย่าโดยคำพิพากษา ผู้ขอมีความผิดหรือไม่ และตกอยู่ในความยากลำบากจริงเพราะการหย่าหรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยขอบเขตจากข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เช่น ความจำเป็นและความสามารถทางทรัพย์สิน ทั้งนี้ ไม่อาจถือเอาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคโดยเฉลี่ยตามสถิติของรัฐ หรือความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว เป็นสูตรคำนวณที่มีผลผูกพันได้

การอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตร ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงดูระหว่างอดีตคู่สมรสตามมาตรา 1057 ส่วนการแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือตามมาตรา 1030-1 เป็นการคำนวณและแบ่งตามระบบทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา (夫妻財產制) ซึ่งไม่อาจใช้แทนค่าสินไหมทดแทน ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ หากมีคำขอฐานละเมิดต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรส การเรียกคืนทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง เงินกู้ยืม หรือคำขอตามสัญญา ก็ต้องระบุมูลเหตุทางกฎหมาย คู่กรณี ความเสียหาย และระยะเวลาของแต่ละคำขอแยกต่างหาก ทั้งนี้ ไม่อาจนำระยะเวลา 5 ปีเดียวนับแต่วันหย่ามาใช้กับสิทธิทุกประการได้ หากแต่ต้องตรวจสอบการเกิดขึ้น การรู้ ข้อเท็จจริง สถานะในทางกระบวนพิจารณา และกฎเกณฑ์เรื่องอายุความ (消滅時效) ของแต่ละคำขอแยกจากกัน

คู่กรณีที่อยู่กินร่วมกันโดยมิได้สมรส ย่อมไม่ได้มาซึ่งสิทธิตามการสมรส เช่น การหย่าหรือค่าเลี้ยงชีพระหว่างคู่สมรส เพียงเพราะข้อเท็จจริงที่ว่าได้อยู่ร่วมกัน อย่างไรก็ดี หากมีทรัพย์สินที่ถือร่วมกันจริง การกู้ยืม สัญญา การจดทะเบียนในชื่อผู้อื่น ทรัสต์ ลาภมิควรได้ หรือการละเมิด ก็ยังวิเคราะห์ได้ในฐานะความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินหรือทางหนี้ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีการสมรสหรือไม่ ลำพังระยะเวลาที่อยู่กินร่วมกัน ย่อมไม่อาจใช้รับรองการแบ่งทรัพย์สินโดยถือเสมือนมีความสัมพันธ์ในการสมรส และไม่อาจใช้ด่วนสรุปไว้ล่วงหน้าว่าจะได้สิทธิที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมา

ญาติของคู่สมรส เช่น ญาติฝ่ายสามีหรือญาติฝ่ายภริยา มิใช่ผู้มีหน้าที่ชำระค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าตามที่มาตรา 1057 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งกำหนดไว้ ทั้งลำพังการกล่าวอ้างว่าบุคคลภายนอกได้แทรกแซงอย่างร้ายแรงหรือดูหมิ่น ก็ไม่ทำให้เกิดค่าสินไหมทดแทนขึ้นทันที คำขอที่เรียกเอาจากบุคคลภายนอกต้องมีองค์ประกอบและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลเหตุทางกฎหมายต่างหากตามกฎหมายละเมิดหรือกฎหมายทรัพย์สิน การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนาหรือความประมาทเลินเล่อ ความเสียหาย และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล

8. การใช้และการรับภาระสิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์ และประโยชน์สูงสุดของบุตร

ตามมาตรา 1055 และมาตรา 1055-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งของไต้หวัน ศาลย่อมวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวกับบุตร เช่น การใช้และการรับภาระสิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์ (未成年子女權利義務之行使或負擔) และการพบและติดต่อกับบุตร (會面交往) โดยถือประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นเกณฑ์ เนื่องจากศาลต้องพิเคราะห์ปัจจัยตามกฎหมายและข้อมูลเฉพาะรายประกอบกัน เช่น อายุ สุขภาพ ความประสงค์ และความจำเป็นในการพัฒนาของบุตร ความเป็นอยู่ ความสามารถและทัศนคติในการดูแลของบิดามารดา ความผูกพันทางอารมณ์กับบุตร ตลอดจนการขัดขวางความสัมพันธ์กับบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ จึงไม่อาจกำหนดข้อสรุปด้วยรายได้ของบิดามารดา หรือความรับผิดชอบต่อความแตกร้าวของการสมรสเพียงอย่างเดียว

แนวคิดที่ถูกต้องตามกฎหมายไต้หวันคือการใช้และการรับภาระสิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์ ซึ่งอาจครอบคลุมเนื้อหาหลายประการ เช่น ถิ่นที่อยู่ การดูแลในชีวิตประจำวัน การตัดสินใจเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล การจัดการทรัพย์สิน และการเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อความสะดวกในการกล่าวถึง อาจเรียกโดยย่อว่าอำนาจปกครองหรือสิทธิปกครองบุตรก็ได้ แต่ต้องไม่ถือว่าคำย่อเพียงคำเดียวนั้นแปลสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดตามกฎหมายไต้หวันได้อย่างครบถ้วน

ตามมาตรา 1055 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง บิดามารดาย่อมตกลงกันได้ว่าภายหลังการหย่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้และรับภาระสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว หากไม่มีข้อตกลงหรือตกลงกันไม่ได้ ศาลย่อมกำหนดให้ได้ และหากข้อตกลงเป็นผลร้ายแก่บุตร ศาลย่อมแก้ไขหรือมีคำวินิจฉัยที่จำเป็นได้ แม้ภายหลังมีคำวินิจฉัยเดิมแล้ว หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ในเวลาต่อมาและประโยชน์ของบุตร ก็ยังอาจมีปัญหาว่าต้องผ่านการพิจารณาของศาล หนังสือข้อตกลงหย่าที่ลงลายมือชื่อแล้วย่อมไม่ตัดการพิจารณาโดยถือประโยชน์สูงสุดของบุตรเป็นเกณฑ์ในเวลาต่อมา และการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงก็ไม่อาจถือเป็นเพียงเรื่องของการยื่นแบบฟอร์มทางทะเบียนราษฎรเท่านั้น

ในการพิจารณาตามมาตรา 1055-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ศาลย่อมพิเคราะห์ประกอบกัน เช่น อายุ เพศ จำนวน และสุขภาพของบุตร ความประสงค์ของบุตรและความจำเป็นในการพัฒนาบุคลิกภาพ อายุ อาชีพ ความประพฤติ สุขภาพ ความสามารถทางเศรษฐกิจ และสภาพความเป็นอยู่ของบิดามารดา เจตนาและทัศนคติในการคุ้มครองและอบรมเลี้ยงดู ความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร ตลอดจนพฤติการณ์ที่ขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลย่อมรับฟังความเห็นของบุตรตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด และอาจใช้ผลการสอบสวนและความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพเด็กประกอบได้ รายได้ที่สูงกว่าหรือความรับผิดชอบต่อความแตกร้าวของการสมรส อาจเป็นเพียงข้อเท็จจริงหนึ่งในหลายข้อเท่านั้น มิใช่เกณฑ์ชี้ขาดโดยลำพัง และมิใช่รางวัลหรือการลงโทษ

เมื่อองค์ประกอบของเส้นทางการหย่าที่เลือกไว้ครบถ้วนแล้ว ความสัมพันธ์ในการสมรสเองอาจสิ้นสุดลงก่อนได้ แม้ประเด็นเรื่องทรัพย์สินหรือบุตรบางส่วนจะยังคงค้างอยู่ อย่างไรก็ดี ต้องไม่ถือว่าสิ่งนี้เป็นทางลัดที่พึงแนะนำได้ในทุกคดี ควรตรวจสอบไปพร้อมกันว่าต้องมีข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยของศาลอย่างใดในเรื่องการคุ้มครองและการชำระสะสางทรัพย์สินที่ยังไม่ยุติ ถิ่นที่อยู่ การดูแล การรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและการพบและติดต่อกับบุตร ตลอดจนว่าจำเป็นต้องมีมาตรการชั่วคราว (暫時處分) เพื่อความปลอดภัยและความต่อเนื่องในการดำรงชีวิตระหว่างมีข้อพิพาทหรือไม่

9. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การพบและติดต่อกับบุตร การบังคับคดี และมาตรการชั่วคราว

ตามมาตรา 1116-2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง หน้าที่ของบิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ยังคงมีอยู่ต่อไปภายหลังการหย่า ซึ่งเป็นสิทธิคนละอย่างกับค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าระหว่างอดีตคู่สมรสตามมาตรา 1057 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ต้องตรวจสอบจากข้อมูล เช่น ค่าครองชีพ ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และความจำเป็นพิเศษของบุตร รายได้ ทรัพย์สิน ความสามารถในการอุปการะของบิดามารดาแต่ละฝ่าย และการแบ่งภาระการดูแลตามความเป็นจริง แล้วจึงกำหนดภาระที่เป็นรูปธรรม

ในกรณีที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่มีอยู่เดิม ต้องพิจารณาไปพร้อมกันทั้งความจำเป็นในปัจจุบันของบุตร ทรัพยากรและสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันของบิดามารดาทั้งสองฝ่าย เนื้อหาและรูปแบบของเอกสารเดิม ความเป็นมาของการชำระเงิน ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของบุตร ไม่อาจจำกัดว่าการเปลี่ยนแปลงทุกกรณีต้องมีเหตุการณ์ที่คู่กรณีไม่อาจคาดหมายได้เลยเสมอไป ในทางกลับกัน ลำพังความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าหรือข้อกล่าวอ้างของฝ่ายเดียว ก็ไม่ทำให้จำนวนเงินที่เปลี่ยนแปลงถูกกำหนดไปทันที จึงยังต้องมีข้อมูลที่พิสูจน์รายจ่ายล่าสุดและความสามารถในการชำระ

ในกรณีที่การพบและติดต่อกับบุตรถูกขัดขวาง ให้พิจารณาว่าจะขอให้ศาลกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหา บังคับคดี หรือมีมาตรการชั่วคราวที่เหมาะสมได้หรือไม่ โดยพิจารณาตามเนื้อหาและความเป็นไปได้ในการบังคับคดีของข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยเดิม ความเป็นมาของการขัดขวาง ตลอดจนความประสงค์ ความปลอดภัย และตารางการดำรงชีวิตของบุตร ควรจัดระเบียบข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยที่ใช้อยู่ บันทึกการติดต่อ วันเวลาและสถานที่ที่ได้พยายามพบกันจริง ตารางการเรียนและการรักษาพยาบาล ตลอดจนข้อเท็จจริงที่กระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นคง

แม้ในการบังคับคดีตามมาตรา 194 แห่งพระราชบัญญัติคดีครอบครัว วิธีการก็ต้องเลือกให้สอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของบุตร และในแต่ละคดีอาจมีปัญหาเรื่องวิธีการบังคับโดยตรง (直接強制) หรือการบังคับโดยอ้อม (間接強制) ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าการติดต่อถูกขัดขวาง ย่อมไม่เป็นหลักประกันว่าจะเกิดผลเป็นการใช้กำลังหรือการส่งมอบบุตรโดยทันที การลงโทษอีกฝ่ายหนึ่ง หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์ ต้องกำหนดขั้นตอนและวิธีการโดยคำนึงถึงอายุและความประสงค์ของบุตร สภาพการคุ้มครองในปัจจุบัน ตลอดจนผลกระทบทางอารมณ์และความปลอดภัยของการบังคับคดี

ในการบังคับคดีเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ถ้อยคำของฐานแห่งการบังคับคดี (執行名義) ที่มีอยู่เดิม วันครบกำหนดชำระ จำนวนเงินที่ค้างชำระ และรายละเอียดการชำระเงิน มีความสำคัญ ส่วนในการบังคับคดีเรื่องการพบและติดต่อกับบุตร ความสำคัญอยู่ที่ว่าวิธีการและเงื่อนไขของการติดต่อเป็นรูปธรรมหรือไม่ การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกับการปฏิบัติตามการพบและติดต่อกับบุตร มิใช่เครื่องมือที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อตอบโต้กัน หากแต่ต้องจัดการหน้าที่และกระบวนการแต่ละอย่างโดยอิสระจากกัน เพื่อการดำรงชีวิตของบุตร

10. การย้ายถิ่นข้ามประเทศพร้อมบุตร

ลำพังข้อตกลงที่ว่าบุตรจะไปอาศัยอยู่ในประเทศไทย ย่อมไม่ทำให้ระดับค่าครองชีพในประเทศไทยกลายเป็นสูตรคำนวณค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่เป็นอิสระในตัวเอง ต้องพิจารณาไปพร้อมกันทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าเดินทางตามความเป็นจริง ความจำเป็นของบุตร รายได้ ทรัพย์สิน และภาระการดูแลของบิดามารดาทั้งสองฝ่าย ตลอดจนข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยที่มีอยู่เดิม ค่าใช้จ่ายของประเทศที่อยู่อาศัยอาจเป็นข้อมูลสำหรับประเมินรายจ่ายที่เป็นรูปธรรมได้ แต่ตัวมันเองย่อมไม่กำหนดจำนวนภาระ

ในการย้ายถิ่นข้ามประเทศ ให้ตรวจสอบก่อนว่าผู้ใดมีอำนาจตัดสินใจเรื่องถิ่นที่อยู่และการเดินทางของบุตร และมีความยินยอมของบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือมีคำสั่งศาลที่ใช้บังคับได้หรือไม่ ลำดับต่อมา ให้พิจารณาว่าการย้ายถิ่นสอดคล้องกับประโยชน์สูงสุดของบุตรหรือไม่ และส่งผลอย่างไรต่อการศึกษา การรักษาพยาบาล ความต่อเนื่องในการดำรงชีวิต ตลอดจนการพบและติดต่อกับบิดาหรือมารดาที่มิได้ย้ายไปด้วยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ต้องมีแผนที่ปฏิบัติได้จริง เช่น ความถี่ในการติดต่อ การพำนักในช่วงปิดภาคเรียน ค่าเดินทาง และสถานที่รับส่งบุตร

การออกและการใช้หนังสือเดินทาง การเข้าและออกจากไต้หวันและประเทศปลายทาง ตลอดจนเงื่อนไขเรื่องการพำนัก การเข้าเมือง และการจดทะเบียนความสัมพันธ์ทางครอบครัว ย่อมแยกต่างหากจากคำวินิจฉัยทางแพ่งเรื่องอำนาจปกครอง ทั้งยังต้องตรวจสอบด้วยว่าคำพิพากษาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับบุตรที่มีอยู่เดิม จะได้รับการรับรองและบังคับได้ในไต้หวันและในประเทศปลายทางแต่ละแห่งหรือไม่ หากมีความกังวลอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องการพาบุตรออกไป การปฏิเสธที่จะส่งบุตรกลับ หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ต้องพิจารณาตามเขตอำนาจที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่งว่าจะยื่นขอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวหรือมาตรการชั่วคราวใดได้บ้าง ก่อนเดินทางออกนอกประเทศหรือในกรณีฉุกเฉิน

ต้องไม่ตั้งข้อสมมุติว่าอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งของการลักพาเด็กข้ามชาติ ค.ศ. 1980 (1980年海牙兒童擄拐公約) ใช้บังคับแก่ไต้หวันโดยปริยาย การเคลื่อนย้าย การหน่วงเหนี่ยวไม่ส่งกลับ (留置) หรือการส่งกลับข้ามพรมแดน ต้องตรวจสอบความเห็นทางกฎหมายและความเป็นไปได้ในการบังคับคดีของแต่ละเขตอำนาจ ตามสถานที่ที่บุตรเคยอยู่ สถานที่ที่บุตรอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนสถานะของคู่กรณีและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อาจสรุปได้ด้วยชื่อของอนุสัญญาฉบับเดียว ทั้งไม่พึงพาบุตรไปหรือไม่ส่งบุตรกลับโดยฝ่าฝืนข้อตกลงหรือคำสั่งที่มีอยู่เดิม และก่อนการเคลื่อนย้ายต้องตรวจสอบความยินยอมที่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษา และช่องทางคุ้มครองฉุกเฉินเสียก่อน

11. พยานหลักฐานและการเตรียมการในทางปฏิบัติ

ให้จัดระเบียบข้อมูลในฐานะบันทึกเพื่ออธิบายเขตอำนาจ กระบวนการ ข้อเท็จจริง และความจำเป็นของบุตรให้ถูกต้อง มิใช่ในฐานะสิ่งที่รวบรวมไว้เพื่อกดดันอีกฝ่ายหนึ่ง หากเตรียมข้อมูลเก้าประเภทดังต่อไปนี้ โดยให้ปรากฏลำดับเวลาของคดีและแหล่งที่มาของต้นฉบับเอกสาร ย่อมลดความเสี่ยงที่จะสับสนระหว่างคำขอและระยะเวลาที่แตกต่างกันได้

  1. จัดระเบียบหนังสือรับรองการสมรสและข้อมูลทะเบียนราษฎรของไต้หวัน ตลอดจนสัญชาติ ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ประจำ และที่อยู่ปัจจุบันของคู่กรณีแต่ละฝ่าย พร้อมทั้งระบุด้วยว่าศูนย์กลางการดำรงชีวิตที่แท้จริงในปัจจุบันและที่อยู่ที่ส่งหมายและเอกสารได้ ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารหรือไม่
  2. รวบรวมหนังสือข้อตกลงหย่าเป็นลายลักษณ์อักษรและความเป็นมาที่พยานได้ยืนยันเจตนาหย่าอันแท้จริง เอกสารของศาล บันทึกการส่งหมายและเอกสาร บันทึกการไกล่เกลี่ย บันทึกการประนีประนอมยอมความ คำพิพากษา และหลักฐานรับรองความถึงที่สุด โดยแยกตามกระบวนการ
  3. ตรวจสอบบันทึกการสมรสหรือการหย่าในต่างประเทศ คำพิพากษาหรือหนังสือรับรองของต่างประเทศ การรับรองโดยสำนักงานตัวแทนไต้หวันในต่างประเทศหรือหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ คำแปลภาษาจีนและการที่คำแปลนั้นผ่านการรับรองความถูกต้องของเอกสารหรือการรับรองโดยโนตารีหรือไม่ ตลอดจนสถานะของการรับรอง ผลบังคับ และการจดทะเบียนในไต้หวัน
  4. เชื่อมโยงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา (夫妻財產契約) และระบบทรัพย์สินที่ใช้บังคับ ทรัพย์สิน หนี้สิน ชื่อผู้จดทะเบียน มูลเหตุและเวลาที่ได้มา ตลอดจนข้อมูลการโอนเงิน การจำหน่ายจ่ายโอน สินเชื่อ การชำระหนี้ ภาษี และการประเมินราคา เข้ากับรายการทั้งหมด
  5. จัดทำเหตุการณ์และเวลาของเหตุแห่งการหย่าที่กล่าวอ้างเป็นลำดับเวลาอย่างเป็นกลาง และเก็บรักษาข้อมูลการติดต่อสื่อสารที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อมูลทางการแพทย์และของเจ้าพนักงานตำรวจ ตลอดจนพยานหลักฐานอื่น ไว้ในสภาพต้นฉบับ ทั้งนี้ ให้แยกข้อคาดเดาออกจากข้อเท็จจริงที่ได้ตรวจสอบด้วยตนเอง
  6. เตรียมข้อมูลเรื่องอายุ สุขภาพ การศึกษา และที่อยู่อาศัยของบุตรแต่ละคน ความเป็นมาของการดูแลในอดีตและปัจจุบัน ความประสงค์ที่สอดคล้องกับระดับพัฒนาการ ความสัมพันธ์กับบิดามารดาแต่ละฝ่าย ตลอดจนข้อมูลเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคง จากมุมมองของประโยชน์สูงสุดของบุตร
  7. จัดระเบียบข้อตกลงหรือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับบุตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง ความเป็นมาของการพบและติดต่อกับบุตร เอกสารการเดินทาง กำหนดการเดินทาง และแผนการย้ายถิ่นข้ามประเทศที่เป็นรูปธรรม ไว้ด้วยกัน
  8. เชื่อมโยงวันที่ทั้งหมดของการยื่นคำขอ การจดทะเบียน การอุทธรณ์คำพิพากษา การอุทธรณ์คำสั่ง การใช้สิทธิเรียกร้อง และการบังคับคดี เข้ากับเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มนับอันถูกต้องของแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ ไม่นำการอ่านคำพิพากษา การส่งคำพิพากษา ความถึงที่สุดของคำพิพากษา การเกิดขึ้นของการไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอม วันที่รู้ถึงสิทธิ และวันที่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง มาปะปนกัน
  9. ส่งมอบเลขประจำตัว (身分證字號 / 統一證號) ที่อยู่ ข้อมูลทางการแพทย์ การศึกษา และการเงินของคู่สมรสและบุตร เฉพาะแก่บุคคลและหน่วยงานที่จำเป็นและเพียงเท่าที่จำเป็น พร้อมทั้งวางแผนคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงสิทธิในการเข้าถึงแฟ้มข้อมูล วิธีการส่งข้อมูล และการทำลายสำเนา

ต้องไม่ใช้การสอดส่องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ การบุกรุกโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือคอมพิวเตอร์ การติดตามตำแหน่ง การบันทึกเสียงอันฝ่าฝืนกฎหมาย หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของบุตร เป็นวิธีการรวบรวมพยานหลักฐาน การตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง การปกปิดทรัพย์สินหรือการโอนโดยเท็จ ตลอดจนการพาบุตรไปโดยฝ่าฝืนข้อตกลงหรือคำพิพากษา ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมแก่คดีและแก่บุตรได้ หากความชอบด้วยกฎหมายของข้อมูลหรือวิธีการเก็บรักษายังไม่ชัดเจน ต้องตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับและกระบวนพิจารณาของศาลก่อนการรวบรวม

12. ข้อมูลอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลปฐมภูมิดังต่อไปนี้เป็นจุดตั้งต้นในการตรวจสอบโครงสร้างทางกฎหมายและกระบวนการของบทความนี้ โดยถือวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 เป็นเกณฑ์ ก่อนดำเนินการใด ๆ ยังต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ ตลอดจนคำชี้แจงล่าสุดของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และถ้อยคำที่ใช้บังคับแก่คดีนั้น

  1. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน (全國法規資料庫): ประมวลกฎหมายแพ่ง
  2. กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน (法務部): ประมวลกฎหมายแพ่ง ฉบับภาษาอังกฤษ
  3. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน: พระราชบัญญัติคดีครอบครัว
  4. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303
  5. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน: กฎเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรการชั่วคราวในคดีครอบครัวที่ไม่ใช่คดีมีข้อพิพาท (家事非訟事件暫時處分類型及方法辦法)
  6. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน: พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร
  7. กรมทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทยไต้หวัน: คำชี้แจงการจดทะเบียนหย่า
  8. ฐานข้อมูลกฎหมายแห่งชาติไต้หวัน: กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (涉外民事法律適用法)
  9. ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวัน: คำวินิจฉัยที่ 4 ปี 112 (112年憲判字第4號)
  10. ศาลรัฐธรรมนูญไต้หวัน: คำวินิจฉัยที่ 4 ปี 112 ฉบับภาษาอังกฤษ

13. คำแนะนำที่เกี่ยวข้อง


บทความนี้เป็นเอกสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ซึ่งมุ่งอธิบายระบบการหย่า คดีครอบครัวที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และบุตรผู้เยาว์ของไต้หวันโดยทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับคดีเฉพาะราย กระบวนการและผลอาจแตกต่างกันไปตามเขตอำนาจ กฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองคำพิพากษาของต่างประเทศ สถานะการสมรสและทะเบียนราษฎร ระบบทรัพย์สิน ข้อตกลงหรือคำพิพากษาเกี่ยวกับบุตรที่มีอยู่เดิม ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ตลอดจนกฎเกณฑ์อย่างเป็นทางการล่าสุด สำหรับกำหนดระยะเวลาในการจดทะเบียน การโต้แย้งคัดค้าน การใช้สิทธิเรียกร้อง และการบังคับคดี ขอให้ท่านตรวจสอบเป็นรายเรื่องโดยถือจุดเริ่มนับที่ถูกต้องของแต่ละสิทธิและกระบวนการเป็นเกณฑ์ ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ

ทนายความ Wei Tseng (曾雋崴)

Frequently Asked Questions

การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายในไต้หวัน มีผลทันทีเมื่อลงลายมือชื่อในหนังสือข้อตกลงหรือไม่
การหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย (兩願離婚) ตามมาตรา 1050 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง (民法) ของไต้หวัน จะมีผลก็ต่อเมื่อได้ตกลงกันเป็นหนังสือ มีพยานตั้งแต่สองคนขึ้นไปลงลายมือชื่อภายหลังจากได้ยืนยันว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีเจตนาหย่าอันแท้จริง และได้จดทะเบียนหย่า (離婚登記) ต่อหน่วยงานทะเบียนราษฎร (戶政機關) แล้ว เพียงหนังสือข้อตกลงที่ลงลายมือชื่อแล้วย่อมไม่ทำให้การหย่าสมบูรณ์ และหากมีองค์ประกอบระหว่างประเทศ ยังต้องตรวจสอบกฎหมายที่ใช้บังคับ การรับรองเอกสารและคำแปล ตลอดจนการแจ้งในประเทศหรือเขตแดนอื่นเป็นการต่างหากด้วย
ในการไกล่เกลี่ยคดีหย่าของศาลไต้หวัน สามีภริยาต้องมาศาลด้วยกันเสมอหรือไม่
มิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ศาลไต้หวันอาจมีคำสั่งให้คู่กรณีหรือผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายมาศาลด้วยตนเองได้ตามสภาพของคดีครอบครัว และหากไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ย่อมอาจมีปัญหาเรื่องค่าปรับทางปกครอง (罰鍰) ครั้งแรกไม่เกิน 30,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (新臺幣, TWD) ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคดีครอบครัว (家事事件法) ประกอบมาตรา 303 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไต้หวัน (民事訴訟法) ที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม อย่างไรก็ดี การที่จะต้องไกล่เกลี่ยร่วมกันในสถานที่เดียวกันหรือไม่ และการแยกสถานที่ มาตรการด้านความปลอดภัย การให้ผู้แทนดำเนินการ หรือมาตรการอื่นในทางกระบวนพิจารณาจะกระทำได้หรือไม่ ยังต้องตรวจสอบตามศาลและตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี
คู่สมรสที่ต้องรับผิดชอบต่อความแตกร้าวของการสมรส จะขอหย่าโดยคำพิพากษาในไต้หวันได้หรือไม่
ข้อความที่เป็นข้อยกเว้น (但書) ของมาตรา 1052 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุสำคัญอันทำให้การสมรสแตกร้าวเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยหลักแล้วให้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่จะขอหย่าได้ อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไต้หวัน (憲法法庭) ที่ 4 ปี 112 (112年憲判字第4號) เห็นว่า การตัดโอกาสในการหย่าของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นต้นเหตุ (有責配偶) โดยสิ้นเชิง โดยมิได้คำนึงว่าเหตุสำคัญนั้นได้เกิดขึ้นหรือดำเนินต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วหรือไม่ จนเป็นผลให้เกิดความยากลำบากเกินสมควรอย่างชัดแจ้งแก่คู่กรณีในคดีเฉพาะราย ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญภายในขอบเขตดังกล่าว เนื่องจากตัวบทยังคงอยู่ จึงต้องไม่ด่วนสรุปว่าทำได้เสมอหรือทำไม่ได้เสมอ หากแต่ต้องดูว่าศาลนำความมุ่งหมายของคำวินิจฉัยและข้อเท็จจริงเฉพาะรายมาปรับใช้อย่างไร
การชำระราคาที่อยู่อาศัยด้วยเงินทุนก่อนสมรส หรือการจดทะเบียนไว้ในชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นตัวกำหนดกรรมสิทธิ์และการแบ่งทรัพย์สินหรือไม่
มิได้เป็นเช่นนั้น ชื่อผู้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ซื้อ แม้เป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่คำขอเฉพาะเรื่อง เช่น กรรมสิทธิ์ การให้โดยเสน่หา (贈與) การจดทะเบียนในชื่อผู้อื่น (借名登記) การกู้ยืม และลาภมิควรได้ (不當得利) กับการแบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือ (剩餘財產差額分配) ตามมาตรา 1030-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง เป็นคนละปัญหากัน ต้องแยกพิจารณาข้อตกลงที่แท้จริง มูลเหตุและเวลาที่ได้มา การเคลื่อนไหวของเงินทุน หนี้สิน การได้มาโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าได้ชำระราคาบางส่วนด้วยเงินทุนก่อนสมรส หรือได้จดทะเบียนไว้ในชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ทำให้ข้อสรุปทั้งหมดถูกกำหนดไป
การแบ่งทรัพย์สินคงเหลือ ค่าสินไหมทดแทนจากการหย่า ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เป็นคำขออย่างเดียวกันหรือไม่
มิใช่สิทธิอย่างเดียวกัน สิทธิเรียกร้องให้แบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือตามมาตรา 1030-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ค่าสินไหมทดแทนจากการหย่าโดยคำพิพากษาตามมาตรา 1056 ค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่า (贍養費) แก่คู่สมรสฝ่ายที่ไม่มีความผิดตามมาตรา 1057 และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร (扶養費) ของบุตรผู้เยาว์ ล้วนมีองค์ประกอบแห่งการเกิดสิทธิ วิธีคำนวณ และระยะเวลาที่แตกต่างกัน แม้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งส่วนต่างของทรัพย์สินคงเหลือจะมีระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันที่รู้ว่ามีส่วนต่าง และ 5 ปีนับแต่ระบบทรัพย์สินตามกฎหมายสิ้นสุดลง แต่ก็ต้องไม่นำระยะเวลาดังกล่าวไปใช้กับคำขออื่นโดยตรง
ศาลไต้หวันใช้หลักเกณฑ์ใดในการวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์
ตามมาตรา 1055 และมาตรา 1055-1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งของไต้หวัน ศาลย่อมวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวกับบุตร เช่น การใช้และการรับภาระสิทธิและหน้าที่ต่อบุตรผู้เยาว์ (未成年子女權利義務之行使或負擔) และการพบและติดต่อกับบุตร (會面交往) โดยถือประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นเกณฑ์ เนื่องจากศาลต้องพิเคราะห์ปัจจัยตามกฎหมายและข้อมูลเฉพาะรายประกอบกัน เช่น อายุ สุขภาพ ความประสงค์ และความจำเป็นในการพัฒนาของบุตร ความเป็นอยู่ ความสามารถและทัศนคติในการดูแลของบิดามารดา ความผูกพันทางอารมณ์กับบุตร ตลอดจนการขัดขวางความสัมพันธ์กับบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ จึงไม่อาจกำหนดข้อสรุปด้วยรายได้ของบิดามารดา หรือความรับผิดชอบต่อความแตกร้าวของการสมรสเพียงอย่างเดียว